Sign-In form

ลืม password | สมัครสมาชิก


Support
Arjan Pong
035 323239, 035 323240, 089 8129392
  • หน้าแรก
  • ลงชื่อเข้าใช้
  • สร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่
Your shopping cart
ดูตะกร้าสินค้าของคุณ
ไม่มีสินค้าในตะกร้าของคุณ
Arjan Pong
เจ้าของ:
ArjanPong
 
จำนวนสินค้า
12
เยี่ยมชม
739374
เยี่ยมชมวันนี้
5
ขอเป็นสมาชิก
  • ใบทะเบียนพาณิชย์
Radio Online
  • ผังรายการ Radio Online
สุขภาพ
  • ยาธรณีสันฑะฆาต
  • ยาบำรุงร่างกาย ถ่ายของเสีย
  • น้ำมันไพลคลายเส้น
  • น้ำสมุนไพร สพาร์ค
  • ยาเเก้ ริดสีดวงทวาร
  • หญ้าหวาน Organic
  • ยาสีฟันสมุนไพร
  • ยาหอมบำรุงหัวใจ
  • ข้าวผงไรซ์เบอรี่
  • ยาน้ำวัยทอง ยาดองมะกรูด
  • พลังภูผา ยาเเก้ Office Syndrome
Garment
  • ภูผา ถุงผ้านำสมัย
มุมสบายๆ
  • ข่าว
  • เรื่องเก่าเล่าตำนาน
  • เบื้องหลังบันเทิง
  • เพลงหวานเมื่อว้นวาน
  • ข้อคิด-คำคม
  • นิยาย ตำนานนักรบกรุงศรี
  • Live : เฟสบุ๊ค สถานที่จริง
Member
  • ประเด็นร้อน
  • สาระรอบโลก
  • ความรู้ทั่วไป
  • สูตรยาสมุนไพร
สอบถามเพิ่มเติม
  • ถามมา ตอบไป
วิธีการชำระเงิน
ติดต่อเรา
เกี่ยวกับเรา
  Site Home  |  Live : เฟสบุ๊ค สถานที่จริง

ปล้นเรือขนเงินร้อยล้าน

ArjanPong | 21-10-2556 | เปิดดู 4009 | ความคิดเห็น 0

 

 

 

 

 

      ปริศนาคดีปล้นเรือขนเงินร้อยล้าน...ปริศนาเกาะโลซิน ปัตตานี

 

 

 

ดีใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แม้ไม่ดังเท่าคดีฆ่า "เอ็กซ์ นักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย" แต่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือ คดีกองปราบโชว์ผลงานจับ "แก๊งปล้นเรือขนเงิน" มูลค่าถึง 119 ล้านบาท เหตุเกิดช่วงต้นเดือน ต.ค.ในทะเลอ่าวไทย พื้นที่ต่อเนื่องระหว่าง จ.สงขลา กับ ปัตตานี

 

งานนี้ต้องปรบมือให้ตำรวจกองปราบที่ตามจับคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว 4 คน แม้จะยังมีผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 4-5 คนก็ตาม...

 

          แต่ที่น่าตั้งคำถามก็คือ เหตุใดจึงปล่อยให้คดีจบลงห้วนๆ ง่ายๆ แค่จับผู้ต้องหาได้เท่านั้น!

 

          คำถามที่แหลมคมที่สุดแต่ดูจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงเลยก็คือ เงิน 119 ล้านบาทที่ถูกปล้นไปจากเรือขนเงินนั้น เป็นเงินอะไร มีที่มาที่ไปจากไหน และเหตุใดจึงใช้วิธีขนทางเรือ ไม่ทำธุรกรรมผ่านสถาบันการเงินเหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน?

 

          ที่สำคัญเงินที่ขนนั้นเป็นเงินสดๆ ทั้งดอลลาร์สิงคโปร์ และริงกิตมาเลเซีย...

 

          ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ้าของเรือตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า บริษัททำธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตราอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กำลังนำเงินไปส่งให้ลูกค้า "ระดับวีไอพี" ที่เกาะโลซิน จ.ปัตตานี แต่ระหว่างทางถูกดักปล้นเสียก่อน

 

          จากปากคำของ "ไต๋เรือ" ที่หันมาสวมบท "โจรปล้นเงิน" บอกว่าเงินสดๆ มูลค่า 119 ล้านบาท ถูกบรรจุอยู่ในลังเบียร์เก่าๆ วางระเกะระกะอยู่ในห้องควบคุมเรือ ไม่ได้ใส่ตู้เซฟหรือมีระบบการขนส่งอันทันสมัยสมดังคำกล่าวอ้างที่ว่าเตรียม ไปส่งให้ "ลูกค้าวีไอพี" แต่อย่างใด "ไต๋เรือ" ยังบอกว่าถ้าไม่สังเกตหรือรู้ข้อมูลอยู่แล้ว (จากสายบนเรือ) ว่าเรือลำนี้ขนเงินมา ก็คงนึกไม่ถึงว่าในลังเก่าๆ เหล่านั้นบรรจุเงินสดถึงกว่าร้อยล้าน

 

          หนำซ้ำผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเจ้าของเรือยังบอกว่า ปลายทางที่ "วีไอพี" ให้นำเงินไปส่ง คือ "เกาะโลซิน" จ.ปัตตานี

 

          ค้นข้อมูลในกูเกิลดูจะพบว่า เกาะโลซินเป็นเพียง "กองหินปูน" ในอ่าวไทย ห่างจากฝั่ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ประมาณ 72 กิโลเมตร โดยกองหินส่วนที่โผล่พ้นน้ำมีขนาดพื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางเมตร เทียบกับคอนโดมีเนียมกลางกรุงก็ไม่เกิน 3 ห้อง บนเกาะไม่มีต้นไม้ใบหญ้าหรือผู้คนอาศัยอยู่ มีเพียงประภาคารส่องไฟยามค่ำคืนให้กับเรือประมงไม่ให้เข้าไปชนเท่านั้น

 

          คนเรือที่ปัตตานีให้ข้อมูลว่า เกาะนี้ไม่ได้มีความสำคัญใดๆ สำหรับการเดินเรือ เพราะมีขนาดเล็กมาก จะเข้าไปพักหลบคลื่นลมก็ไม่ได้ หนำซ้ำรอบๆ เกาะน้ำยังตื้น เรือใหญ่ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ ต้องต่อเรือเล็กเข้าไป

 

          ขณะที่เรือขนเงินถูกระบุตามข่าวว่าเป็นเรือขนาดใหญ่ เพราะเป็น "เรือโยง"

 

          สิ่งที่ขึ้นชื่อสำหรับ "เกาะโลซิน" ก็คือ ปะการังและทิวทัศน์ใต้ท้องทะเลอันสวยงาม สมัยที่ชายแดนใต้ยังไม่ลุกเป็นไฟเหมือนทุกวันนี้ เคยมีนักท่องเที่ยวเช่าเรือไปชมความงามของธรรมชาติ หรือไม่ก็ไปตกปลาอยู่บ่อยๆ

 

          แต่ปัจจุบันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ จะเรียกว่าเป็นเกาะร้างก็คงไม่ผิด!

 

          แล้วเรือขนเงิน 119 ล้านไปส่งเงินให้ใครก็ไม่ทราบที่เกาะร้างชื่อ "โลซิน"

 

 

 

 

 

 

การประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงิน หรือขนส่งเงินตรา อาจไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่การส่งเงินทางเรือดูจะแปลกประหลาดเกินไป แน่นอนว่าในแง่ของความปลอดภัยน่าจะดีกว่าขนเงินทางรถยนต์ เพราะมีโอกาสเจอด่าน ถูกเรียกตรวจ หรือถูกปล้นได้ง่ายกว่า แต่ปัญหาก็คือเงินที่ว่านี้เป็นเงินอะไร ทำไมถึงต้องกลัวถูกตรวจด้วย

 

          ตำรวจในชุดสืบสวนจับกุม ตั้งข้อสังเกตว่ารูปแบบการขนเงินไปส่งปลายทาง เหมือนนำไปจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอะไรบางอย่างมากกว่า โดยเกาะโลซินเป็นเพียงหมุดหมายสำหรับนัดพบ...

 

          ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ทหาร (คณะทำงานภัยแทรกซ้อน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ฝ่ายปกครอง และดีเอสไอ ได้ร่วมกันทลายโกดังแห่งหนึ่งในเขต อ.เมืองปัตตานี พร้อมยึดรถบรรทุกและรถบรรทุกดัดแปลงได้หลายคันสำหรับขนน้ำมันคราวละมากๆ โดยเป็นโกดังของ "เสี่ย" คนหนึ่งที่กว้างขวางในยุทธจักรน้ำมัน โกดังที่ว่านี้มีชื่อกิจการละม้ายคล้ายกับบริษัทที่ประกอบธุรกิจเรือขนเงิน ที่เพิ่งถูกปล้นเป็นอย่างยิ่ง

 

          การบุกเข้าตรวจค้นในครั้งนั้นว่ากันว่าเจ้าหน้าที่พบ "บัญชีจ่าย" ที่ถูกเผาทำลายหลักฐาน และบางส่วนบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ด้วย เจ้าหน้าที่ดีเอสไอแกะข้อมูลมาเป็นปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าปรากฏต่อสาธารณะว่าบัญชีที่ว่านั้นเกี่ยวโยงไปถึงใคร บ้าง แต่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช.เคยเปรยกลั้วหัวเราะว่า "น่าจะเกี่ยวกันทั้งภาค"

 

          ไม่รู้ว่า 2 เรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่ถ้าเกี่ยวก็นับว่าน่าสนใจ เพราะอาจจะด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่คดีปล้นเรือขนเงินมันจึงจบลงห้วนๆ ง่ายๆ แบบที่เป็นอยู่

 

          และมันอาจกลายเป็นคำตอบของข้อสงสัยที่ว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความรุนแรงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แท้ที่จริงแล้วคืออะไรกันแน่!

 

 

 

 

เครดิตจาก   http://www.isranews.org/south-news/talk-with-director/item/24709-losin.html

 

 

 

 

 

 

**********************************************

 

 

 

 

"ชวน หลีกภัย" เคยบอกเอาไว้ว่า "ความจริงมาอยู่ภาคใต้ สบายที่สุด ไม่มีธุรกิจผิดกฏหมาย ไม่มีค้าของเถื่อน&quo

กระทู้สนทนา
ฝ่ายค้าน นักการเมือง พรรคการเมือง การเมือง
'ชวน'ปลุกคนไทยตาสว่างจากระบอบทักษิณ
http://www.thairath.co.th/content/pol/372827

"ผู้ว่าราชการบางคน ขอย้ายมาเพราะมีคำสั่งพิเศษจากคนในคือ ให้มาเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงด้วย บางคนอยู่ไม่ได้ก็ขอย้ายตัวเองออกไป ความจริงมาอยู่ภาคใต้ สบายที่สุด ไม่มีธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่มีของเถื่อน แค่ไม่ทุจริตเท่านั้น แต่ที่อยู่ไม่ได้เพราะมันหากินลำบาก."

______________________
จับหนุ่มเสพยาไอซ์ อ้างตัวว่าเป็นน้อง 'วัชระ เพชรทอง' ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  # จ. นครศรีธรรมราช
http://www.thairath.co.th/content/region/379279
______________________      

้รวบสาวเมืองคอนสะพายเป้าขนยาบ้าขึ้นรถไฟกว่า 3 หมื่นเม็ด มูลค่ากว่า 9 แสนบาท ขยายผลจับกุมสามีได้อีกราย
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1383205231&grpid=03&catid=19&subcatid=1905
______________________

อะไรกัน อะไรกัน นครศรีธรรมราช ถูกจับยาเสพติดทั้ง ยาบ้า ยาไอซ์ อะไรจะขนาดนั้น ยาเสพติดในตลาดจะขาดไปเท่าไหร่นะ อย่างนี้ราคายาฯก็จะสูงขั้น ตำรวจไม่น่าไปจับฯช่วยทำการตลาดให้ยาเสพติดเลย บลา บลา
------------------------------------
รู้สึกอายแทนอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะคิดว่า"นายชวน"แก่ขนาดนี้แล้ว คงอายไม่ทันแล้ว
แก้ไขข้อความเมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
 
 
4
14
แจ้มจันทร์
4 ชั่วโมงที่แล้ว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
***************************
 
 
 
 

 

                         “เครื่องเสวย” ทรงโปรด ของรัชกาลที่ 5

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระปรีชาสามารถในทุกด้าน พระราชกรณียกิจหลายด้านของพระองค์ ยังความเจริญรุ่งเรืองมาสู่พสกนิกรชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรงประกาศเลิกทาส การเกิดสาธารณูปโภคพื้นฐาน การปกครองบ้านเมือง พระมหากรุณาธิคุณอเนกอนันต์เหล่านี้ จึงกลายเป็น “พระปิยมหาราช” เคารพรักของปวงชนชาวไทย
       

       

        อีกหนึ่งพระปรีชาคือ ทรงสนพระทัยในเรื่องอาหารการกิน จนได้ชื่อว่าเป็นนักชิมตัวยง จนก่อเกิดตำรับเสวยมากมายในรัชกาลของพระองค์ ซึ่งมีหลักฐานจากพระราชนิพนธ์รวมทั้งจดหมายเหตุต่างๆ ที่ทรงเขียนครั้งเสด็จประพาสยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้คนในยุคนี้ ได้รับทราบถึงตำรับอาหารในสมัยก่อนอันกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน ทรงเล่าเรื่องที่พระองค์เสด็จประพาสเมืองต่างๆ รวมทั้งทรงมีเรื่องขำขันตรัสเล่าว่า
       

        “...ลงมือชักม่านดับไฟพยายามจะหลับ ทำไมมันจึงนึกต่อไปไม่รู้ ข้าวแกงเผ็ดโผล่ขึ้นมาในนัยน์ตาที่หลับๆ ประเดี๋ยวไข่เจียวจิ้มน้ำพริก ประเดี๋ยวทอดมันกุ้ง ปลาแห้ง พากันหลอกเสียใหญ่ หลับตาไม่ได้ต้องลืม ลืมก็แลเห็นแกงปลาเทโพ หลอกได้ทั้งกำลังตื่นเช่นนั้น จนชิ้นยำแตงกวาก็พลอยกำเริบ ดีแต่ปลาร้า ขนมจีนน้ำยาหรือน้ำพริกสงสารไม่ยักมาหลอก มีแต่เจ้ากะปิคั่วมาเมียงมองอยู่ไกลๆ...”
       

        ผศ.ดร.ศันสนีย์ จะสุวรรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักศิลปะวัฒนธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักฯ กำลังวิจัยค้นคว้าเรื่อง “สำรับ” ทรงโปรดของรัชกาลที่ 5 ซึ่งนอกจากมีความเป็นมาของแต่ละสำรับแล้ว ยังมีทั้งเครื่องปรุงและเครื่องเคียงเพื่อให้ครบสำรับอาหารไทย โดยผลงานเหล่านี้จะมีการตีพิมพ์เป็นหนังสือ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในปีหน้า
       

        ส่วน “เครื่องเสวย” ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดมีอะไรบ้างนั้น ผศ.ดร.ศันสนีย์เล่าว่า รัชกาลที่ 5 ทรงสนพระทัยและพิถีพิถันกับเรื่องอาหารมาก โดยเฉพาะ ทรงโปรดอาหารแปลกๆ เนื่องจากเสด็จประพาสไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงทอดพระเนตรเห็นวัตถุดิบพื้นบ้าน และทรงเสวยอาหารแปลกใหม่เป็นประจำ บ่อยครั้งจะนำมาทรงเล่าให้ พระวิมาดาเธอฯ พระอัครชายาในรัชกาลที่ 5 ที่ดูแลห้องเครื่องต้นเสวยตลอดรัชกาลฟัง ซี่งพระวิมาดาเธอฯ ทรงได้รับการยกย่องเป็น “เอตทัคคะทางด้านการทำกับข้าว” ก็ทรงนำไปดัดแปลงและทำถวายจนเป็นที่พอพระทัย
       
       ส่วน “เครื่องเสวย” ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดนั้น มีมากมายด้วยกันดังนี้

       
       “ขนมจีนน้ำยา” หนังสือ “สวนสุนันทา” ได้กล่าวไว้ว่า ทรงโปรดอาหารไทยมากกว่าอาหารฝรั่ง โดยเฉพาะ “ขนมจีนน้ำยา” โปรดมากเป็นพิเศษ ถึงกับมีรับสั่งให้จัดถวายทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็น และเป็นพระกระยาหารมื้อสุดท้ายก่อนเสด็จสรรคตเพียง 4 วัน
       

        “น้ำพริกกะปิ” เป็นสำรับทรงโปรดที่จะต้องตั้งเครื่องถวายทุกครั้ง โดยต้องมี “เครื่องเคียง” ที่ขาดไม่ได้คือปลากุเลาทอด ไข่เค็ม และผักจิ้มต่างๆ โดยเฉพาะ “ปลาทูทอด” ที่ทรงโปรดเป็นพิเศษ ซึ่งจะต้องเป็นปลาทูจากเพชรบุรีเท่านั้น มีบันทึกไว้ว่า ไม่โปรดปลาทูทอดที่เหม็นคาว และผู้ที่ทอดปลาทูได้ถูกพระราชหฤทัยมากที่สุดคือเจ้าจอมเอิบ ซึ่งรับหน้าที่ทอดปลาทูถวายมาตลอด ครั้งหนึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีรับสั่งไว้ว่า
       

        “เรื่องทอดปลาทูข้าอยู่ข้างจะกลัวมาก ถ้าพลาดไปแล้วข้ากลืนไม่ลง ขอให้จัดตั้งเตาทอดปลาที่สะพานต่อเรือนข้างหน้าข้างใน บอกกรมวังให้เขาจัดรถให้นางเอิบออกไปทอดเตรียมเตาและกระทะให้พร้อม”
       

        “ข้าวคลุกน้ำพริก” ตามปกติจะเห็นคนส่วนมากนิยมนำ “ ข้าวคลุกกะปิ” ไปไหว้พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ในเรื่องนี้ ผศ.ดร.ศันสนีย์ กล่าวว่า ที่ถูกต้องน่าจะเป็น “ข้าวคลุกน้ำพริกกะปิ” โดยมีที่มาจากพระราชหัตถเลขาตอนเสด็จประพาสต้นว่า
       

        “เหลือกะปิน้ำตาลติดก้นขวด เอามาปนกับมะนาวบีบ พริกป่นโรยลงไปหน่อยคลุกข้าวกินกับหมูแฮมแลกับฝรั่ง เพลินอิ่มสบายดี”
       

        ผศ.ดร.สันสนีย์ วิเคราะห์ว่า เครื่องปรุงและกรรมวิธีในพระราชหัตถเลขานั้น คือการทำ “น้ำพริกกะปิ” ซึ่งมีกะปิ น้ำตาลปี๊บ มะนาว และเนื่องจากไม่มีพริกขี้หนู จึงใช้พริกป่นเพื่อความเผ็ด สอดคล้องกับที่พระองค์ทรงโปรดน้ำพริกกะปิด้วย จึงไม่น่าจะเป็นข้าวคลุกกะปิที่เข้าใจกันผิดๆ
       

        อีกทั้ง ม.จ.หญิงจงจิตถนอม ดิศกุล ยังทรงทำกะปิพล่าถวาย และเป็นที่พอพระราชหฤทัยถึงกับทรงขอเสวยซ้ำในวันรุ่งขึ้น และได้พระราชทานรางวัลเป็นสร้อยข้อมือ 1 เส้น พร้อมด้วยพระราชดำรัสว่า “ข้าได้กินน้ำพริกของเจ้า ทำให้ข้ารอดตายแล้ว”
       

        “ข้าวต้มสามกษัตริย์” ที่มาของสำรับนี้มีบันทึกไว้ว่า เมื่อครั้งเสด็จประพาสแม่กลอง โปรดต้มข้าวต้มด้วยพระองค์เองบนเรือน โดยใช้กุ้ง ปลาทู และปลาหมึกที่ทรงซื้อจากชาวบ้านที่จับปลา จึงเรียกขานสำรับนี้ว่า “ข้าวต้มสามกษัตริย์” หรือถ้าปัจจุบันคือข้าวต้มซีฟู้ดนั่นเอง โดยครั้งนั้น กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงร่วมเสวยด้วยและออกพระโอษฐ์ว่า “ตั้งแต่เกิดมาฉันยังไม่เคยกินข้าวต้มอะไรที่อร่อยเหมือนวันนี้เลย”
       

        “ซุปลูกหมา” เป็นสำรับที่ทรงคิดและโปรดปรุงด้วยพระองค์เองเสมอ ที่มาของสำรับนี้เกิดขึ้นตอนเสด็จประพาสยุโรป ทรงมีโอกาสได้ชิมอาหารฝรั่งและทรงโปรดหลายอย่าง อาทิ ซุปปอดโอโฟ ไก่นมวัวและเทอรีน เป็นต้น หลังจากเสด็จกลับแล้ว ก็ทรงปรุงซุปปอดโอโฟ และทุกครั้งจะพระราชทานให้แก่สุนัขทรงเลี้ยง เนื่องจากสุนัขทรงเลี้ยงชอบมาก พระองค์จึงทรงเรียกซุปปอดโอโฟว่า “ซุปลูกหมา” โดยปรุงจากเนื้อวัวและผัก
       

        เครื่องเสวยที่ทรงโปรดยังมีอีกมาก แต่สำหรับผลไม้ทรงทรงโปรดมากคือ “ลูกแพร์” ที่เคยตรัสว่า “ลูกเดียวอิ่มบริบูรณ์ชื่นใจ” ส่วนน้ำที่เสวยนั้น ต้องนำมาจากแม่น้ำเพชรบุรีเท่านั้น

 

 


       
       ข่าวโดย Manager-Celeb Online

 

 


       

                          

 

 

 

 

***************************

                              

 

 

 

      กนก" บอกเรียกไอ้จรจัดนั่น..มาติดคุกก่อนดีกว่า

 

 

 

เดลินิวส์ออนไลน์ พาดหัวข่าวว่า

"ขุนค้อนนัดประชุมสภา ถก กม.นิรโทษสุดซอย 31 ตค.

อ้างคนในคุกขอร้องให้เร่ง

ย้อนพวกต่อต้านให้ลองไปติดคุกดูบ้าง"

ต่อพาดหัวข่าวดังกล่าว นายกนก รัตนวงศ์สกุล

พิธีกรช่าวชื่อดังได้โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ก ส่วนตัว

Kanok Ratwongsakul แสดงความรู้สึกโดยมีข้อความว่า

......เรียกไอ้จรจัดนั่น..มาติดคุกก่อนดีกว่า

 

5309233ab.jpg

 

 

 

Janitor:
เครดิต
http://www.internetfreedom.us/thread-28703-post-280130.html#pid280130

ผมได้เข้าไปอ่านกระทู้ “ขอคำอธิบายแก้ข้อกล่าวหาอย่างสำเร็จรูป” ของคุณ “สาวสวนยาง” ใน IF พอสรุปได้ดังนี้ การไปช่วยหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยในภาคใต้เป็นเรื่องยากมากๆเพราะส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่​านายกทักษิณโกง อยากให้คนใน IF ช่วยกันเขียนคำแก้ข้อกล่าวหา ต่างๆที่ มีถ้อยคำกระทัดรัดเข้าใจง่าย สามารถพิมพ์แจกประชาชนที่ยังเข้าใจผิดๆอยู่ เชื่อว่าทุกพื้นที่ต้องเจอ เพียงแต่ว่ามากน้อยต่างกัน เช่น

 1. ถ้าไม่โกง ทำไมต้องถูกศาลตัดสินยึดทรัพย์ 40000 กว่าล้าน
 2. ถ้าไม่ผิดทำไมไม่กลับมาสู้คดี
 3. ให้พม่ากู้เงิน เพื่อมาซื้อของต้วเอง
 4. เรื่องไม่เสียภาษีตอนขายหู้น
 5. พรรคเผาบ้านเผาเมือง พวกเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง

 น่าเห็นใจเสื้อแดงและเพื่อไทยภาคใต้ครับ ข้อสรุปที่ผมทำขึ้นน่าจะไปใช้อธิบายได้ ช่วยกันนำไปเผยแพร่ครับ

ปี 2543
 นายกทักษิณโอน-ขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ปทั้งหมด (1,400 ล้านหุ้น)
 ให้แก่ลูกและญาติทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นไปตามกม.รัฐธรรมนูญปี 2540 ว่าด้วยเรื่องการถือหุ้น

ปี 2544
 นายกทักษิณเข้าสู่วงการเมือง (พรรคไทยรักไทย)

ปี 2549 (เดือนมกราคม)
 ลูกและญาติได้ขายหุ้นชินคอร์ปฯไปทั้งหมด (1,400 ล้านหุ้น)
เหตุที่ท่านนายกทักษิณได้แนะนำให้ลูกและญาติขายหุ้นชินคอร์ปฯทั้งหมด
 ก็เพื่อจะได้หมดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
 (ราคาขายหุ้นละ 49.25 บาท มูลค่าทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท)

ปี 2549 (19 ก.ย.)
 คมช.ทำรัฐประหารและได้ตั้งคตส.เพื่อกล่าวหานายกทักษิณว่า
 ใช้ตำแหน่งนายกเอื้อผลประโยชน์ให้ธุรกิจของตัวเอง
 มีผลทำให้ราคาหุ้นของชินคอร์ปฯสูงขึ้นซึ่งนำไปสู่การฟ้องต่อสาน

ปี 2553 (ปลายเดือน กพ.)
 สานให้ความเห็นว่า ก่อนเป็นนายกหุ้นมีราคา 21 บาทต่อหุ้น
 ขายหุ้นได้ในราคา 49 บาทต่อหุ้นตอนที่เป็นนายก
 ถือว่าใช้ตำแหน่งนายกเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเอง
 จนทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 28 บาทต่อหุ้น จึงได้พิพากษาให้ยึดเงินที่ได้
 จากการขายหุ้นจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท (28 บาท x 1,400 ล้านหุ้น) ให้ตกเป็นเงินของรัฐ

ถ้าสามารถใช้ตำแหน่งนายกทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นได้
 แสดงว่าราคาหุ้นของชินคอร์ปต้องขึ้นสูงกว่าราคาหุ้นของบริษัทอื่นๆ

 ราคาหุ้นของบริษัทต่างๆเมื่อต้นปี 2549 เพิ่มขึ้นจากตอนต้นปี 2545
 ศูนย์บริการเหล็กสยาม 21.9 เท่า, รพ.รามคำแหง 19.6 เท่า, อะโรเมติกส์ 11.4 เท่า,
 ปตท. 5.6 เท่า, ปูนซิเมนต์ไทย 4.3 เท่า, รพ.กรุงธน 3.9 เท่า, ธ.กสิกรไทย 2.8 เท่า,
 ธ.ไทยพาณิชย์ 2.1 เท่า, ธ.กรุงเทพ 1.9 เท่า, ชินคอร์ปฯ 1.8 เท่า, UCOM (dtac) 1.7 เท่า
อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นของบริษัทต่างๆเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า
 นายกทักษิณใช้ตำแหน่งนายกทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นได้จริงหรือไม่
 ข้อเท็จจริงก็คือ ปัจจัยที่มีผลต่อการขึ้นลงของราคาหุ้น มีหลายอย่าง เช่น
 ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และผลการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ เป็นต้น
 ผลการดำเนินงานของบริษัทนั้น ถือว่ามีส่วนสำคัญมาก
 จะออกมาดีมีกำไรมากขนาดไหน ขึ้นอยู่ความสามารถของผู้บริหารของบริษัท
 ในการกำหนด ทิศทางของบริษัท กลยุทธ์ของบริษัท

ธุรกิจของนายกทักษิณกำไรมากกว่าบริษัทอื่นหรือไม่?  ดูจากอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
 อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ภาษาชาวบ้านก็คือ “กำไรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุน” )
 ของบางบริษัทตั้งแต่ปี 2544 – 2549 (คิดโดยเฉลี่ย) :
ปูนซิเมนต์ไทย 48%  , ปตท 36%, อมตะคอร์ปฯ 30%, ซีเอ็ด 28%,
 แลนด์แอนด์เฮ้าส์ 24%, น้ำมันพืชไทย 21%,  ชินคอร์ปฯ 20%
 การที่สานตัดสินยึดทรัพย์นายกทักษิณ มันก็ไม่ต่างจากที่สานตัดสิน
 ให้นายสมัครพ้นจากตำแหน่งนายกเพราะทำกับข้าวออกทีวี

ประเด็นต่างๆที่คตส.กล่าวหานายกทักษิณและนำไปสู่การตัดสินยึดทรัพย์

ลดค่าสัมปทานให้ AIS
 เดือนเมษายนปี 2544 DTAC ได้รับการแก้ไขสัญญาให้จ่ายในอัตรา 18% ของรายได้
 ดังนั้น AIS จึงได้ร้องขอความเป็นธรรมและได้รับการลดอัตราค่าสัมปทาน
 ในเดือนพฤศจิกายน จาก 25% เหลือ 20% แม้ว่าตั้งแต่ปี 2545 - 2549 AIS
 จะจ่ายค่าสัมปทานในอัตราที่ลดลงก็ตาม แต่รัฐกลับได้รับผลประโยชน์จาก AIS

 ตั้งแต่ปี 2545 – 2549 เพิ่มขึ้นจากปี 2544 ในรูปของค่าสัมปทาน ภาษีสรรพสามิต
 และ ภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมเป็นเงินประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท
 และเมื่อ AIS ได้รับการลดอัตราค่าสัมปทาน ก็ได้ลดค่าโทรให้แก่ผู้ใช้มือถือลงเป็นอย่างมาก
 ในปัจจุบันค่าโทรมือถือถูกลงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับค่าโทรในปี 2544
 การลดค่าสัมปทานจึงได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ ผู้ใช้มือถือ รัฐ และบริษัทมือถือ

จำนวนผู้ใช้มือถือ
 ข้อความในข้อกล่าวหา “บริษัท เอไอเอส มีผู้ใช้บริการในปี 49 ไม่น้อยกว่า 17 ล้านราย
 จากเดิมที่มีผู้ใช้บริการในปี 42 เพียง 23,000 ราย”
 จำนวนผู้ใช้มือถือของค่าย AIS ในปี 2549 เพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2544
 ในขณะที่มีบางค่ายเพิ่มขึ้นมากว่า 14 เท่า
 รายได้ของ AIS เปรียบกับ DTAC (ปี 2544 – 2548)
 รายได้แต่ละบริษัทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (คิดโดยเฉลี่ย) AIS เพิ่มขึ้น 19% , DTAC เพิ่มขึ้น 18%

ออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เป็นภาษีสรรพสามิต
 ก่อนออกกฎหมายไม่ว่าจะเป็น AIS หรือ DTAC จะจ่ายค่าสัมปทานทั้งหมดให้แก่ ทีโอที หรือ กสท.
 ในอัตรา 20 – 25% ของรายได้ โดยจ่ายตอนสิ้นปี (สมมติว่าแต่ละบริษัทจ่ายปีละ 240 ล้านบาทก็แล้วกัน)
 แต่เมื่อ  แก้กฎหมายแล้ว แต่ละบริษัทยังคงจ่ายปีละเท่าเดิม  (240 ล้านบาท)
 โดยจ่ายให้ ทีโอที หรือ กสท 120 ล้านบาท ส่วนอีก 120 ล้านบาทไปจ่ายให้
 กรมสรรพสามิต (ต้องจ่ายเป็นรายเดือนๆละ 10 ล้านบาท)
 จะเห็นได้ว่ารัฐได้ประโยชน์มากกว่าเพราะว่าเงินเข้ารัฐโดยตรงและเข้าเป็นรายเดือน
 แต่  ถ้าไม่มีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทีโอที หรือ กสท. ก็จะนำเอาเงินส่วนนี้
 ไปถลุง เช่น จ่ายเงินปันผลให้พนักงาน

 ในอดีตประชาชนเคยเจ็บช้ำกับการขอหมายเลขโทรศัพท์บ้าน
 ขอยากเย็นมากในเขตกทม.ต้องเสียเป็นแสนบาทจึงจะได้เบอร์โทรศัพท์
 ค่าโทรศัพท์ทางไกลที่แสนจะแพงมหาโหด โทรจากกรุงเทพไปเชียงใหม่นาทีละ 18 บาท
 ทีโอทีไม่ใช่หรือที่สร้างความเจ็บช้ำให้กับพวกเรา

ให้พม่ากู้เงินรัฐบาลไทยซื้อสินค้าซื้อสินค้าชินคอร์ป
 หน่วยงานของรัฐและเอกชนหลายแห่งของพม่า ซื้อบริการจากดาวเทียมไทยคม
 และอุปกรณ์ต่างๆจากบริษัทชินแซตมาตั้งแต่ปี 2541 (ก่อนทักษิณเป็นนายก)
 ในปี 2546 ไทย พม่า ลาว กัมพูชา และ เวียดนาม ร่วมมือกันทำ ยุทธศาสตร์ความมือกันทางเศรษฐกิจ
 ไทยจึงประกาศให้วงเงินกู้แก่สมาชิกประเทศละประมาณ 4,000 ล้านบาทผ่าน
 ธนาคารเพื่อการและนำเข้าของไทย (EXIM Bank) เพื่อใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการ
 ที่ซื้อจากบริษัทของไทย เพื่อนำไปใช้สำหรับโครงการสาธารณูปโภคของประเทศนั้น

 ในปี 2547 พม่าใช้วงเงินกู้ไปประมาณ 300 ล้านเพื่อชำระค่าอุปกรณ์/บริการดาวเทียมให้แก่ไทยคม
 ต่อมาในปี 2549 พม่าก็ได้ซื้ออุปกรณ์/บริการจากไทยคมอีก แต่จ่ายชำระให้ไทยคมด้วยเงินของตนเอง
 ทั้งๆที่ยังมีวงเงินกู้เหลืออยู่ ส่วนลาวและกัมพูชาก็ใช้บริการของไทยคมมาตลอด  แต่ไม่เคย
 ใช้วงเงินกู้เพื่อชำระค่าอุปกรณ์/บริการเลย พม่าไม่ได้มีการเบี้ยวเงินกู้แต่อย่างใดและไม่มีปัญหา
 เรื่องการชำระหนี้เงินกู้ เพราะพม่ามีรายได้เป็นจำนวนมากจากสัมปทานต่างๆ เช่น
 ปตท.ต้องจ่ายค่าแก๊สและน้ำมันให้พม่าปีละหลายหมื่นล้าน ผลพวงจากการให้วงเงินกู้ก็คือ
ปตท.ได้สัมปทานบ่อแก๊สจากพม่านับแสนล้านบาท  นอกจากนี้นายกทักษิณยังได้ขอให้พม่า
ช่วยจัดการแหล่งผลิตยาเสพติดในพม่า  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นโยบายปราบยาเสพติดของนายกทักษิณได้ผล

 Download โต้ข้อกล่าวหาอย่างย่อ (pdf) http://www.mediafire.com/?ivfttap0f2c180d
 ไฟล์นี้ประกอบด้วยข้อสรุปที่ผมโพสท์ (หน้า 1 – 2) และ เรื่องลุงที่เชียงรายกับทองคำ (หน้า 3 – 4)
 ผมค่อนข้างเชื่อว่าถ้าได้อ่านทั้ง 4 แผ่นแล้ว คงจะเปลี่ยนความคิดความรู้สึกได้บ้างพอสมควร

 ก่อนตัดสินคดียึดทรัพย์ผมได้ส่งลิงค์ไฟล์โต้ข้อกล่าวหาของคตส. ให้นายกทักษิณผ่านทางกล่องข้อความ Facebook ของท่าน
 ซึ่งตอนนั้นผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านจะ Download ไฟล์ไปอ่านหรือเปล่า
 แต่หลังจากที่สานตัดสินแล้ว ท่านนายกทักษิณได้ออกมาแสดงความเห็นผ่าน People Channel
 ท่านก็ได้บอกว่า หุ้นก็เปรียบได้กับทองคำ แต่ท่านไม่ได้ยกตัวอย่างน้ำหนักทองคำเป็นบาทเท่านั้น
 แต่ยกตัวอย่างน้ำหนักทองคำเป็นกิโล. ผมก็เลยคิดว่าท่านคงได้อ่านที่ผมเขียน รู้สึกปลื้มใจเหมือนกัน

 ผมเริ่มเขียนโต้ข้อกล่าวหาของคตส.ลงใน newskythailand ด้วยเรื่อง “ลุงที่เชียงรายและทองคำ” ปรากฎว่าได้รับการตอบรับที่ดี
 สำหรับเรื่องข้อกล่าวหา “พรรคเผาบ้านเผาเมือง” อยากจะให้เป็นหน้าที่ของเพื่อนๆเป็นคนจัดทำแล้วนำมาประกอบกับส่วนที่ผมเขียน

 

 

 

**********************************************

 

 

 

 

 

 

แม่และเด็ก
 


 

 

 

    อุบัติเหตุยอดฮิต ของเจ้าหนูวัยเตาะแตะ (Mother & Care)



         เคยนับกันบ้างไหมว่าใน 1 วัน คุณพ่อคุณแม่เกิดอาการใจหายใจคว่ำกับการใฝ่รู้ใฝ่เรียน (เอ๊ะ! หรือว่าใฝ่ซน) ของลูกน้อยวัยเตาะแตะบ่อยครั้งแค่ไหน?

         เพราะเด็ก ๆ ในวัยนี้อยู่ในช่วงแห่งการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว แม้จะยังทรงตัวได้ไม่ดี เดินไม่แข็ง วิ่งไม่คล่อง หยิบจับอะไรก็ยังไม่กระชับเหมาะมือ แต่เจ้าหนูน้อยไม่สนซะล่ะ ก็อะไร ๆ ที่อยู่รอบกายของน้องหนูดูน่าสนใจ น่าหยิบจับ น่าเข้าไปหาไปดู ไปเล่น จนอดใจไม่ไหวนี่นา ด้วยเหตุนี้อุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงเหตุอันตรายร้ายแรงต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นกับเจ้าหนูได้ตลอดเวลา

1.ไฟดูด

         เพราะความอยากรู้อยากเห็นและไม่ทราบถึงอันตรายจากการเล่นปลั๊กไฟหรือการเอานิ้วหรือสิ่งของต่างๆ ไปแหย่ปลั๊กไฟ จึงทำให้บ่อยครั้งที่ได้ยินว่าเจ้าหนูวัยเตาะแตะได้รับอันตรายจากการถูกไฟฟ้าดูด หากคุณพ่อคุณแม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ร้าย ๆ แบบนี้ให้รีบถอดปลั๊กหรือสับคัทเอาท์ลงเพื่อตัดกระแสไฟฟ้าก่อน จากนั้นให้ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า เช่น ไม้ ผ้า เชือก สายยาง เป็นต้น มาเขี่ยสายไฟให้หลุดออกจากตัวเด็ก หรืออาจใช้ถุงมือยางหรือผ้าแห้งพันมือให้หนาแล้วผลักเด็กให้หลุดออกมา ในขณะให้การช่วยเหลือต้องแน่ใจว่าผู้เข้าไปช่วยร่างกายต้องไม่เปียกขึ้นและห้ามใช้มือเปล่าในการช่วยเด็ดขาด หลังจากที่ช่วยออกมาแล้วหากเด็กหมดสติและและหัวใจหยุดเต้นให้รีบนวดหัวใจไปพร้อม ๆ กับการผายปอด และรีบนำส่งโรงพยาบาล

2.จมน้ำ

         ประมาทไม่ได้เลยเชียวเรื่องเด็ก ๆ กับการเล่นน้ำอุบัติเหตุจากการจมน้ำส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นแหล่งน้ำใกล้ ๆ ตัว เช่น ถังน้ำ อ่างน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ หรือคู คลอง หนอง บึงละแวกบ้าน แม้ระดับน้ำจะแค่ตื้น ๆ แต่หากพลั้งเผลอก็อาจเกิดเหตุร้ายกับเจ้าตัวเด็กขึ้นมาจริง ๆ ได้ ดังนั้นหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น "สติ" คือสิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมี จากนั้นดูอาการของลูกหากเขารู้สึกตัวและหายใจได้เอง คุณพ่อคุณแม่ก็เพียงเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ความอบอุ่น และสังเกตว่าลูกหายใจเป็นปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติให้รีบพาไปพบคุณหมอทันที กรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น คือหากลูกไม่ได้สติ หายใจช้า หรือไม่หายใจ ให้ช่วยโดยใช้วิธีผายปอดและรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

อุบัติเหตุป้องกันได้ถ้า...

         อย่าปล่อยให้เด็กเล่นน้ำหรืออยู่ในห้องน้ำหรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำเพียงคนเดียวแม้จะเพียงแค่เสี้ยววินาที

         ปิดฝาภาชนะตามถังน้ำ ตุ่มน้ำ หรือประตูห้องน้ำให้มิดชิด

         สำหรับบ้านที่อยู่ริมน้ำหรือใกล้แหล่งน้ำให้ทำทางกั้นหรือระเบียงเพื่อป้องกันการพลัดตกลงไป

         ข้อควรระวัง คือ เมื่อช่วยเด็กขึ้นมาจากน้ำแล้วไม่ควรจับอุ้มพาดบ่าแล้ววิ่ง หรือกระโดดเพื่อกระทุ้งให้น้ำออก เพราะจะยิ่งทำให้เด็กขาดอากาศหายใจนานายิ่งขึ้น

3.สิ่งแปลกปลอมติดในหลอดลม

         เผลอเป็นไม่ได้กับเจ้าหนูวัยเตาะแตะที่มักจะเห็นอะไรก็ไขว่คว้าหยิบจับ และที่น่าหนักใจก็คือหยิบปุ๊บเอาเข้าปากปั๊บนี่สิ อันตรายจริงๆ ลูกเอ๋ยที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีสติ ห้ามใช้นิ้วควานช่องปากช่องคอ เพราะอาจดันให้สิ่งแปลกปลอมเลื่อนลึกลงไป ไม่ควรจับเด็กห้อยศีรษะลงและตบหลังเพราะสิ่งที่เข้าไปอุดตันอาจตกไปอุดที่กล่องเสียงได้ วิธีช่วยเหลือที่ถูกต้อง คือ จับเด็กนอนคว่ำพาดตัก โดยกดศีรษะให้อยู่ต่ำกว่าลำตัว จากนั้นตบที่กลางหลัง เพื่อให้เด็กไอเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา หากยังไม่ได้ผลให้รีบพาส่งโรงพยาบาล

อุบัติเหตุป้องกันได้ถ้า...

         เก็บสิ่งของต่าง ๆ ที่มีขนาดเล็ก เช่น กระดุม เหรียญ น๊อต ตะปู หนังสติ๊ก ยา ฯลฯ ให้เป็นที่และพ้นระยะที่เด็กจะหยิบคว้าได้

         หากให้เด็กกินผลไม้ที่มีเมล็ด เช่น เงาะ ลำไย องุ่น น้อยหน่า แตงโม ฯลฯ หรืออาหารประเภทปลา ไก่ หรือหมู คุณพ่อคุณแม่ต้องตัดหรือหั่นเป็นชิ้นพอคำ และต้องแน่ใจว่าได้แกะเอาเมล็ดผลไม้ ก้างปลา หรือกระดูกต่างๆ ออกหมดแล้ว

         ไม่ควรให้เด็กวิ่งเล่น พูดคุย หรือหัวเราะในขณะกินอาหาร เพราะอาจทำให้สำลักและติดคอได้

         หลีกเลี่ยงการเล่นของเล่นจำพวกลูกแก้ว ลูกปัด หรือของเล่นที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็กและแตกหักง่าย

4.อันตรายจากของมีคม

         ของต้องห้ามสำหรับเด็ก ๆ มักดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของเจ้าหนูอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นของมีคมอย่างกรรไกร มีด เข็มกลัด ส้อม ไม้แหลม หรือแม้กระทั่ง ของเล่นที่มีส่วนคมหรือปลายแหลมออกมา ก็มักจะทำให้ลูกน้อยต้องร้องโอดโอย มีแผลเลือดไหลอยู่ร่ำไป หากไม่ทันระวังปล่อยให้ลูกรักได้แผลจากของมีคม อันดับแรกให้ห้ามเลือดก่อนโดยใช้สำลีหรือผ้าสะอาดกดแช่ที่บาดแผล หากเลือดหยุดแล้วให้ล้างแผลด้วย น้ำสะอาดแล้วใส่ยาทาแผลสด จากนั้นปิดแผลด้วย ผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ยา

อุบัติเหตุป้องกันได้ถ้า...

         เก็บของมีคมให้พ้นจากการหยิบฉวยของลูกน้อย

         หลีกเลี่ยงการให้ลูกเล่นของเล่นที่ทำเป็นอาวุธ เช่น ดาบปลอม ปืนปลอม เป็นต้น

         เลือกของเล่นที่ได้มาตรฐาน ไม่แตกหรือหักง่ายอีกทั้งต้องไม่มีส่วนคมหรือปลายแหลมยื่นออกมา

5.ลื่น ล้ม ตก กระแทก

         จะด้วยความซนของเจ้าหนูหรือความประมาทของคุณพ่อคุณแม่ อันตรายจากการลื่นหกล้ม ตกจากที่สูง หรือวิ่งชนสิ่งต่าง ๆ ฯลฯ มักฝากบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างรอยฟกซ้ำดำเขียว ปากแตก หัวโน ไปจนถึงอาการสาหัสอย่างแขนขาหัก หัวแตก สมองกระทบกระเทือน และอาจถึงขั้นหมดสติหรือมากกว่านั้นก็เป็นได้

         สำหรับการดูแลในเบื้องต้น คุณพ่อคุณแม่คงต้องดูไปตามอาการที่เจ้าหนูเป็น เช่น หากเจ้าตัวน้อยตัวโน มีอาการฟกช้ำให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวม จนผ่านไป 24 ชั่วโมงจึงค่อยใช้น้ำอุ่นประคบ เพื่อลดอาการช้ำ แต่ถ้ามีแผลแตกถลอกให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดแล้วค่อยทายาใส่แผลสด กรณีที่เจ้าหนูมีอาการสาหัสมากกว่านี้ให้รีบพาไปโรงพยาบาลทันที

อุบัติเหตุป้องกันได้ถ้า...

         จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่วางสิ่งของระเกะระกะ อีกทั้งพื้นบ้านตามห้องต่าง ๆ เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ ฯลฯ ต้องไม่ลื่น หรือเสี่ยงต่อการลื่นหกล้ม

         หาผ้านุ่ม ๆ หรือฟองน้ำมาหุ้มขอบเหลี่ยมเฟอร์นิเจอร์ที่มีมุมหรือสันอย่างตู้ โต๊ะ เก้าอี้ หรือชั้นวางของ เพื่อป้องกันการกระแทกของลูกน้อย

         ทำที่กั้นเตียงนอน ประตูเข้า-ออก บันไดขึ้น-ลง หรือริมระเบียงเพื่อป้องกันการพลัดตก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการวางเก้าอี้ โต๊ะ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เอื้อต่อการปีนป่ายของเด็กไว้ใกล้หน้าต่าง หรือราวระเบียง
 

 

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Vol.7 No.82 ตุลาคม 2554

 

 

 

 

********************************************

 

 

 

 

 “ทะเลเรียบ!” เอกสารกรมอุตุฯ เผยข้อมูลสภาพอากาศ

 

ในวัน “น้ำมันรั่ว” ไม่ตรงกับ PTTGC!!!

 

 

 

002_resize-454x620.jpg

 

 

 

ต่อเนื่องจากกรณีน้ำมันรั่วไหลของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่จังหวัดระยอง โดย PTTGC เคยให้เหตุผลในการใช้สารเคมี Slickgone NS ขจัดคราบน้ำมัน ในปริมาณที่เกินมาตรฐานที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดไว้ว่า สภาพทะเลในขณะเกิดเหตุมีคลื่นสูงถึง 2 เมตร ความเร็วลมแรงกว่าปกติที่ 15-35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีการขจัดคราบน้ำมันที่ถูกต้องและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือก็คือวิธีล้อมและดูดกลับ (Boom and Skimmer)ได้

 

นอกจากนี้ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เคยให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ ในทำนองเดียวกันนี้ว่า “เท่าที่ PTTGC และบริษัทน้ำมันแห่งอื่น เคยฝึกซ้อมการป้องกันและบรรเทาอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นภายใต้แผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ ส่วนใหญ่เป็นการซ้อมในสภาพอากาศปกติ ไม่มีคลื่นสูง แต่ในเหตุการณ์นี้ปรากฏว่า เจอความสูงของคลื่นถึง 3 เมตร” จึงเป็นเหตุให้มีการใช้น้ำยาขจัดคราบน้ำมันไปอย่างน้อย 32,000 ลิตร ทั้งๆ ที่มาตรฐานกำหนดให้ใช้ไม่เกิน 5,000 ลิตร เพื่อต้องการควบคุมสถานการณ์ในท้องทะเลที่มีคลื่นลมแรงให้เข้าสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด...

 

ต่อมา คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ส่งหนังสือไปถึงอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อขอข้อมูลรายงานสภาพอากาศ ความเร็วลม และความสูงของคลื่นทะเล ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 แถวบริเวณที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วนอกชายฝั่งมาบตาพุด จังหวัดระยอง วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556 กรมอุตุนิยมวิทยาส่งหนังสือกลับมาว่า ในบริเวณที่เกิดเหตุไม่มีสถานีอุตุนิยมวิทยาของกรมอุตุนิยมวิทยาตั้งทำการอยู่ จึงไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ แต่อย่างไรก็ตาม ได้ส่งข้อมูลสรุปผลการตรวจสภาพอากาศพร้อมรายละเอียดจากสถานีอุตุนิยมวิทยาระยอง ในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ตั้งแต่เวลา 01.00-22.00 น. มาชี้แจง ซึ่งสถานีอุตุนิยมวิทยาดังกล่าวตั้งอยู่ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง อยู่ใกล้กับหาดแม่รำพึง ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียงบริเวณดังกล่าวมากที่สุด

 

 

Slide10-620x465.jpg

 

 

ข้อมูลสรุปผลการตรวจสภาพอากาศเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 7.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วกลางทะเลมาแล้วประมาณ 30 นาที รายงานว่า ลักษณะท้องฟ้ามีเมฆมาก ทัศนวิสัย 12 กิโลเมตร ลมพื้นผิวพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีลักษณะเรียบ มีคลื่นสูง 0.1-0.5 เมตร ซึ่งข้อเท็จจริงที่กรมอุตุนิยมวิทยารายงานนี้กลับไม่ตรงกับข้อมูลที่ PTTGC ให้ไว้ว่าคลื่นในทะเลขณะนั้นสูงถึง 2 เมตร และมีลมแรงกว่าปกติที่ 15-35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

จากข้อเท็จจริงที่ได้ดังกล่าว นำไปสู่ข้อสังเกตเรื่อง “ความโปร่งใส” ของการรายงานข้อมูลของบริษัท ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลด้านธรรมาภิบาลดีเด่นหลายรางวัลในระดับประเทศและระดับทวีป นอกจากนี้ยังมีกรณี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เรื่องการแต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงน้ำมันรั่วกลางทะเล” โดยนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริษัท PTTGC ซึ่งเป็นบริษัทผู้ก่อเหตุน้ำมันรั่ว เป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งคุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ปตท. และกรรมการผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยด้วย เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ

 

เหตุการณ์น้ำมันรั่วนอกชายฝั่งมาบตาพุด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ผ่านมา จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 3 เดือนแล้ว หลายคนลืมไปแล้วว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้น คราบน้ำมันหายไป น้ำทะเลใส แล้วแต่ผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลเป็นสิ่งที่ยังไม่ปรากฏให้เห็นในเร็ววัน แม้จะมีการพบสัตว์ทะเลตายเกยตื้นหลายชนิดในบริเวณใกล้เคียง ยกตัวอย่างเช่น เต่าทะเลที่มีทาร์บอลหรือก้อนน้ำมันดิบค้างอยู่ในปาก ซึ่งนักชีววิทยาทางทะเลและผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นด้วยว่าสิ่งที่พบนั้น “ผิดปกติ” แต่ทาง PTTGC ก็ยืนยันว่า การที่สัตว์ทะเลตายเกยตื้นนั้นไม่เกี่ยวกับน้ำมันดิบที่รั่วกลางทะเล ชาวประมงที่ทำมาหากินในบริเวณนั้นยังไม่ได้รับการเยียวยาที่พวกเขาพึงพอใจ กลุ่มชาวประมงตำบลตะพง จังหวัดระยอง หาปลาได้น้อยกว่าที่เคยทำได้จนทำให้หยุดการออกหาปลาเพราะไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การตั้งกลุ่มชุมนุมเรียกร้องยังไม่ได้การตอบรับใดๆ จาก PTTGC

 

ส่วนทางด้าน “กลุ่มติดตามน้ำมัน ปตท. รั่วไหล” ที่ได้รวบรวมรายชื่อ 32,000 รายชื่อผ่านการรณรงค์จาก Change.org และยื่นให้นายกรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2556 เพื่อขอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระขึ้นมาค้นหาข้อเท็จจริงและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน

 

 

 

 

http://thaipublica.o...rt-oil-spill-8/

 

 

 

 

 

***********************************************

 

 

 

 

 

 

 

                                               เดี๋ยวเหอะ...

 

 

                                            

 

 

 

 

....มองอะไร? กันพี่ มีไรเหรอ?

 

เดี๋ยวได้เจอ งานเข้า เบ้าตาหงาย

 

รมย์บ่จอย ขอร้องน่า อย่าวุ่นวาย

 

ตบด้วยซ้าย อัลปาคัต ซัดกระเด็น

 

 

 

....เล่นอะไร ให้รู้บ้าง โฉ่งฉ่างเเท้

 

รำคาญเเย่ เเหย่ไปทั่ว มั่วเห็นๆ

 

ไปเลยไป อย่ามา ปั้นหน้าเป็น

 

ทำทะเล้น กัดหน้าเเตก เเหกยับเยิน!!...

 

 

 

************************************

 

 

 

 

 

 

จีนโวยยับสตาร์บัคส์โขกราคาโหด แก้วกลางกว่า 130 บ.

 

-สื่อชี้"ไม่แคร์ผู้บริโภค-ถือว่าแบรนด์ดัง"

 

 

 

                        

 

 

 นักข่าวต่างประเทศรายงานว่า "สตาร์บัคส์" กาแฟแบรนด์ดังของสหรัฐ ได้ปรับราคาเพิ่มต่อผู้บริโภคชาวจีน สูงกว่าราคากาแฟยี่ห้ออื่นๆ และทำให้บริษัทมีกำไรอย่างมาก หลังจากชาวจีนหันมานิยมกาแฟของสตาร์บัคส์อย่างสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

รายงานระบุว่า สตาร์บัคส์กำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชนจีนจากกรณีปรับราคากาแฟ โดยราคาของกาแฟประเภทลาเต้ขนาดกลาง ได้เพิ่มขึ้นเป็น 27 หยวน (ราว132.9 บาท) หรือสูงกว่าราคาขายในรัฐชิคาโกของสหรัฐถึงสามเท่า โดย "CCTV" รายงานโจมตีว่า สตาร์บัคส์กำลังมีความสุขกับการได้ขึ้นราคาในจีน ส่วนใหญ่เพราะพวกเขาไม่แคร์ผู้บริโภค เพราะถือว่าตัวเองเป็นที่ชื่นชอบนิยมของชาวจีน และถือว่าตัวเองเป็นแบรนด์ตะวันตก และว่า บริษัทมีกำไรจากสัดส่วนตลาดทั่วโลก 32 เปอร์เซ็นต์ในจีนและเอเชีย ในช่วงไตรมาสที่สอง สูงกว่าอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 21 เปอร์เซ็นต์ และมีกำไรในสัดส่วนตลาด 2 เปอร์เซ็นต์ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา 

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ว่าผู้บริโภคจีนกำลังวิตกเรื่องราคากาแฟสตาร์บัคส์เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการบริโภคกาแฟแบรนด์นี้จะไม่ลดลง เพราะชาวจีนคิดว่าการดื่มกาแฟแบรนด์นี้ทำให้พวกเขาดูดีมีรสนิยมสูง และพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับการซื้อประสบการณ์หรูๆ และว่า สตาร์บัคส์ได้วางยุทธศาสตร์ที่จะให้จีนจะกลายเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของสตาร์บัคส์รองจากสหรัฐ ในปี 2014 จากปัจจัยค่าแรงภายในประเทศ ปัจจัยสินค้าบริโภค และอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสตาร์บัคส์ได้ออกแถลงปกป้องกรณีการปรับราคาในจีนว่า ตลาดของสตาร์บัคส์แต่ละตลาดมีความเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน และราคาก็แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่ถูกต้องที่จะมาตัดสินสตาร์บัคส์โดยเอาราคากาแฟของตลาดเพียงตลาดเดียวมาเป็นเกณฑ์วัดกับตลาดอื่นๆ

 

 

          นางเงือกไซเรนบนโลโก้สตาร์บัคส์

 

 

โดย : วลัญช์ สุภากร

 

โลโก้ในปีค.ศ.1971 ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ตลาดไพค์ เพลส

โลโก้ในปีค.ศ.1987 เพิ่มเครื่องดื่ม 'เอสเพรสโซ่' ในเมนู

โลโก้ในปีค.ศ.1992 จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา

โลโก้ในปีค.ศ.2011 ฉลองครบ 40 ปีการดำเนินธุรกิจ เพื่อก้าวต่อไป

 

หากคุณเป็นแฟนกาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็น 'โลโก้นางเงือกสีเขียว' ได้เปลียนไปแล้ว เรามีคำตอบในเรื่องนี้ พร้อมความเป็นมาของโลโก้

 

         ปีนี้แฟนกาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นก็คือการปรับเปลี่ยน ตราสัญลักษณ์ (Logo) นางเงือกสีเขียวยังอยู่ แต่สตาร์บัคส์ได้ตัดคำว่า Coffee ออกไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

 

 

 

 
 ความจริงการเปลี่ยนโลโก้ของสตาร์บัคส์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก สตาร์บัคส์ปรับเปลี่ยนโลโก้มาแล้วสองครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนใหม่เป็นครั้งที่สามในปีนี้
 

         ในปีค.ศ.1971 ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ตลาดไพค์ เพลส (Pike Place Market) เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะร้านขายกาแฟและชาขนาดเล็ก โดยหุ้นส่วน 3 คน คือ เจอร์รี่ บัลด์วิน ครูภาษาอังกฤษ, เซฟ ซีเกล ครูสอนประวัติศาสตร์ และ กอร์ดอน บาวเกอร์ นักเขียน ทั้งสามมีความชอบเหมือนกันสองอย่าง คือ กาแฟของพีท (Alfred Peet นักธุรกิจรุ่นใหม่ยุคนั้นที่ขายเมล็ดกาแฟคุณภาพดี) และนิยายล่าวาฬเรื่อง Moby Dick พวกเขาได้ตัดสินใจร่วมหุ้นกันเพื่อเปิดร้านกาแฟขึ้นมา ร้านกาแฟสตาร์บัคส์แห่งแรกได้ถือกำเนิดขึ้นโดยตั้งชื่อร้านจากตัวละครในเรื่อง Moby Dick นวนิยายคลาสสิกสมัยศตวรรษที่ 19 ของอเมริกา ประพันธ์โดย Herman Melvilles นั่นเอง 

 

         มีบันทึกไว้ด้วยว่า ก่อนเปิดร้านครั้งนั้น เทอร์รี่ เฮคเลอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับกอร์ดอน และเป็นช่างศิลป์ ได้ให้ความช่วยเหลือในการตั้งชื่อและออกแบบสัญลักษณ์ ในตอนแรกกอร์ดอนเสนอชื่อ พีโคด (Pequod) เป็นชื่อเรือตามนิยายโปรด แต่เทอร์รี่ไม่เห็นด้วย นักออกแบบอยากให้ได้ชื่อที่มีความรู้สึกถึงการผจญภัย แฝงไว้ด้วยปริศนาให้ขบคิดถึงที่มาและความหมาย สิ่งเหล่านี้ประกอบกันขึ้นมาจนได้รูปลักษณ์ที่เมื่อผู้คนมองเห็นแล้วเกิดคำถามต่างๆ มากมาย

 

         สตาร์โบ (Starbo) คือชื่อแรกที่เทอร์รี่คิดออก ที่มาของคำนี้คือชื่อของเหมืองแร่ทางตอนเหนือ แต่หลังจากที่ระดมความคิดกันอยู่นาน ชื่อนั้นก็ผันออกมาเป็น สตาร์บัคส์ (Starbucks) ด้วยความบังเอิญ และด้วยความที่เป็นหนอนหนังสือ  เจอร์รี่รู้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อของตัวละครที่อยู่ในหนังสือล่าวาฬเรื่อง Moby Dick ในที่สุดก็ได้ชื่อ 'สตาร์บัคส์' ชื่อที่ทำให้หวนคิดถึงเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในมหาสมุทร การซื้อขายเมล็ดกาแฟของเหล่าพ่อค้านักเดินเรือ

 

         ส่วนโลโก้นั้นได้มาจากการค้นพบรูปแกะสลักโบราณสมัยศตวรรษที่ 15 เทอร์รี่ได้ลงค้นหารูปจากหนังสือเกี่ยวกับสมุทรศาสตร์เล่มเก่าๆ จนไปเจอกับรูปของ นางเงือกไซเรนสองหาง (Norse Siren) เทพนิยายปรัมปรา และเข้ากันได้ดีกับคำว่าสตาร์บัคส์ ชวนให้นึกถึงการผจญภัยในทะเลเช่นเดียวกัน

 

         เรื่องเล่าของ 'นางเงือกไซเรนสองหาง' มีหลายตำนาน ไซเรน (Siren) คือ นางเงือก (Mermaid) หรือไม่นั้น ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด เพราะแต่ละตำนานไม่เหมือนกัน บางตำนานก็ใช้ตัวเดียวกัน บางตำนานก็เป็นคนละตัวกัน สำหรับนางเงือกนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว ว่ามีลักษณะครึ่งคนครึ่งปลา แต่ไซเรนในตำนานโบราณ หรือแม้แต่รูปภาพยุคเก่ามากๆ เป็นผู้หญิงครึ่งนกที่ไม่มีปีก ต่อมาตำนานระยะหลังกลับกลายมีรูปร่างในลักษณะเดียวกับนางเงือกไป

 

         เรื่องของ 'ไซเรน' ในตำราปกรนัมบอกว่า พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในทะเล มีเสียงทรงเสน่ห์ เสียงร้องเพลงของเหล่าไซเรนล่อใจให้นักเดินเรือเข้ามาสู่ความตาย ไม่เป็นที่ทราบกันว่าพวกนางมีหน้าตาอย่างไร เพราะไม่มีใครที่เคยเห็นพวกนางแล้วรอดกลับมาเลย

 

         “มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดจากความตายของไซเรนมาได้ คือ โอดิสซิอุส ครั้งหนึ่งโอดิสซิอุสได้ล่องเรือออกเดินทาง เส้นทางนั้นต้องผ่านเกาะที่นางไซเรนอาศัยอยู่ นางพวกนี้เป็นนักร้องเสียงหวานไพเราะที่ใครได้ยินจะต้องลืมหมดทุกสิ่ง และในที่สุดแล้วเสียงเพลงของพวกนางจะคร่าชีวิตของเขาไป โครงกระดูกขึ้นราของบรรดาผู้ที่พวกนางล่อลวงมาสู่ความตาย กองสูงเรียงรายริมชายฝั่งรอบกายพวกนางซึ่งร้องเพลงอยู่ โอดิสซิอุสเตือนคนของเขาเรื่องนี้ และบอกวิธีเดียวที่จะแล่นเรือผ่านไปได้อย่างปลอดภัยคือ แต่ละคนต้องเอาขี้ผึ้งมาอุดหูไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเขาเองต้องการที่จะได้ยินเสียงของพวกนาง จึงขอให้ลูกเรือมัดเขาไว้กับเสากระโดงเรืออย่างแน่นหนาจนเขาไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ พวกลูกเรือทำตามและแล่นเรือเข้าไปใกล้เกาะ  ทุกคนนอกจากโอดิสซิอุสล้วนไม่ได้ยินเพลงชวนให้หลงใหลนั้น เขาได้ยินเสียงเพลงและเนื้อร้องนั้นยิ่งเย้ายวนใจกว่าทำนองเสียอีก เนื้อร้องกล่าวว่าพวกนางจะมอบภูมิรู้ให้กับชายแต่ละคนที่มาหาพวกนาง เป็นสติปัญญารอบรู้และจิตวิญญาณที่เฉียบแหลมว่องไว 'เรารู้ทุกสิ่งที่จะเป็นอนาคตบนโลก' เสียงเพลงของพวกนางมีท่วงทำนองแสนเสนาะอยู่อย่างนั้น และหัวใจของโอดิสซิอุสก็ปวดร้าวด้วยความโหยหา แต่เชือกรั้งตัวเขาไว้ และอันตรายนั้นก็ผ่านพ้นไป...”

 

         ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1971 สตาร์บัคส์ได้เปิดตัวพร้อมกับโลโก้รูปนางเงือกไซเรนสองหาง ผมยาว สวมมงกุฎ เปลือยอกและโชว์สะดือ อยู่ในวงกลมพื้นสีน้ำตาล มีแถบด้านข้าง ภายใต้วงกลมรูปไซเรนมีคำว่า Starbucks Coffee Tea Spices เพื่อแสดงว่า สตาร์บัคส์จำหน่ายเครื่องเทศและเมล็ดกาแฟ

 

         ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ. 1987 สตาร์บัคส์ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้เป็นครั้งแรก โดยในปีนั้นเป็นปีที่สตาร์บัคส์เพิ่มเครื่องดื่ม เอสเพรสโซ่ เข้าไว้ในเมนูเครื่องดื่ม จึงปรับข้อความในวงกลมให้เหลือเพียง Starbucks และ Coffee ในพื้นสีเขียว ในตอนนั้นนักออกแบบได้นำเสนอพื้นสีของโลโก้ไว้สองสี คือสีเขียวและสีแดง มร.โฮวาร์ด ชูลท์ซ (เข้ามาร่วมงานกับสตาร์บัคส์ครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 80) ได้เลือกสีเขียวให้เข้ากับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น  ขณะที่นางเงือกไซเรนได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูขึงขังน้อยลง ยิ้มทักทายลูกค้าที่เข้ามาในร้านมากขึ้น เกล็ดปลาที่หางเปลี่ยนเป็นลายล่อนคลื่น แต่ยังคงไว้ซึ่งการโพสท่าแบบเดิม มีเรือนผมมาบังหน้าอก แต่ยังคงโชว์สะดือ

 

         ปี ค.ศ. 1992 สตาร์บัคส์ได้เข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (Nasdaq National Market) โดยใช้ชื่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า SBUX และวางแผนขยายกิจการไปในต่างประเทศ (ค.ศ. 1996) จึงได้ปรับเปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนั้น เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดรับวัฒนธรรมและลูกค้าจากนานาประเทศ ตัวอักษรยังคงเดิม เพียงแต่ขยายรูปนางเงือกไซเรนให้ใกล้เข้ามา เพื่อให้เห็นแต่ช่วงบนและปลายหาง ส่วนสะดือได้หายไปในปีนั้น กล่าวได้ว่าเป็นโลโก้ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักสตาร์บัคส์เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ หลังจากสตาร์บัคส์เข้ามาทำตลาดจริงจังในไทยเมื่อปีพ.ศ.2543 และคุ้นเคยกับโลโก้นี้เรื่อยมาจนถึงวันนี้

 

         และแล้วสตาร์บัคส์ก็เปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนี้ ค.ศ. 2011 เนื่องจากเป็นอีกก้าวสำคัญของสตาร์บัคส์ในวาระการเฉลิมฉลองครบ 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ ตราโลโก้ใหม่ของสตาร์บัคส์เป็นการนำเสนอธุรกิจในรูปแบบใหม่ สตาร์บัคส์จำหน่ายกาแฟที่มีคุณภาพพร้อมกับผลิตภัณฑ์อีกมากมายนอกเหนือจากกาแฟ โลโก้สตาร์บัคส์ล่าสุดได้ตัดคำว่า Starbucks และคำว่า Coffee ออกไปจนหมด เหลือเพียงรูปนางเงือกไซเรนสีขาวบนพื้นสีเขียว

 

         สตาร์บัคส์บอกว่า ตราสินค้าโฉมใหม่ยังคงสะท้อนถึงประวัติความเป็นมาและอนาคตที่สดใส ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่กาแฟ ไม่ว่าจะที่ร้านกาแฟหรือในร้านขายของทั่วไปอีกต่อไป การเน้นที่นางเงือกไซเรนและลบวงกลมออก เพื่อให้ไม่จำกัดกรอบอยู่เพียงแต่กาแฟอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สตาร์บัคส์ยังคงเป็นธุรกิจที่เน้นด้านกาแฟเป็นหลักเช่นเดิม

 

         ปัจจุบัน ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน เปิดร้านไปทั่วโลกมากกว่า 16,000 สาขา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศอเมริกาเหนือ อังกฤษ ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศในเขตตะวันออกกลาง

 

         สตาร์บัคส์ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางด้านการดำเนินธุรกิจกาแฟ การคั่วกาแฟ และถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟของโลก ใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักเป็นร้านที่ให้บริการขายกาแฟและผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกาแฟภายใต้ชื่อ 'ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่' โดยยึดนโยบาย one cup at a time, one customer at a time ให้บริการแบบพิเศษเฉพาะบุคคลเพื่อมอบ ประสบการณ์สตาร์บัคส์ ในการทำกาแฟทุกแก้วให้แก่ลูกค้าทุกคน เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุด

 

         ตัวอย่างการปรับโฉมตราสินค้าของสตาร์บัคส์ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวตนของสตาร์บัคส์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงออกว่าบริษัทให้ความสำคัญกับพันธมิตร ลูกค้าและชุมชน

 

         รวมทั้งทิศทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทของตนเอง

 

ภาพ : พรรวี สุรมูล /  business2press.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

********************************************

 

 

 

 

 

 

        กฎหมายเกี่ยวกับความสามารถของผู้เยาว์

 

 

 

                                 

 

 

 

กฎหมาย แพ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคบความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนซึ่งเรียกว่า บุคคลตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ซึ่งกฎหมายแพ่งได้จำกัดความสามารถของผู้เยาว์ไว้หลายประการ นักเรียนเป็นผู้เยาว์ยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงควรจะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับ ความสามารถของผู้เยาว์ไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเองที่จะได้ปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามกฎหมาย

 

1. ระยะเวลาแห่งการเป็นผู้เยาว์และการสิ้นสุดการเป็นผู้เยาว์


ผู้เยาว์ คือ เด็กหรือบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลจะพ้นจากการเป็นผู้เยาว์ได้ 2 กรณี
1. เมื่ออายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์
2. เมื่อ ทำการสมรส หากการสมรสนั้นได้ทำตามบทบัญญัติของกฎหมาย คือ กฎหมายกำหนดไว้ว่าการสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุครบสิบเจ็ดปีบ ริบูรณ์ และต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาทั้งสองฝ่าย

 

2. ความสามารถของผู้เยาว์


กฎหมายถือว่า บุคคลที่อยู่ในวัยผู้เยาว์ยังอ่อนทั้งในด้านสติปัญญา ร่างกาย ความคิดอ่าน ความรู้ ความชำนาญและไหวพริบ ยังเป็นผู้ไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ได้โดยลำพัง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ผู้ไม่สุจริตถือโอกาสเอาเปรียบ โดยอาศัยความไม่ชำนาญและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้เยาว์ก่อความเสียหาให้แก่ ผู้เยาว์ ทางแก้ไขโดยกำหนดไม่ให้บุคคลอื่นมาเอาเปรียบผู้เยาว์กระทำได้ยาก กฎหมายจึงบัญญัติจำกัดความสามารถทางด้านผู้เยาว์ โดยถือเป็นหลักว่าผู้เยาว์จะใช้สิทธิทำกิจการใดๆที่จะก่อให้เกิดผลผูกพันทาง กฎหมายโดยลำพังไม่ได้ ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมกระทำการแทน หรือต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเสียก่อน การทำกิจการนั้นๆ จึงจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย


ตัวอย่าง เด็กชายแดงไปขอยืมเงินจากนายดำ ซึ่งเป็นเพื่อนของบิดาเป็นจำนวนเงินห้าพันบาท นายดำให้เด็กชายแดงทำสัญญากู้เงินเป็นหนังสือไว้ ถือว่าสัญญากู้เงินนั้นเป็นโมฆียะตามกฎหมายเพราะเด็กชายแดงยังเป็นผู้เยาว์ ไม่สามารถทำสัญญาได้ จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเสียก่อน


ที่ว่าสัญญากู้เงินเป็นโมฆียะ หมายความว่าสัญญากู้เงินนั้นมีผลสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะมีการบอกล้างโดยผู้มี อำนาจ เมื่อบอกล้างแล้วสัญญากู้เงินนั้นเป็นโมฆียะมาแต่เริ่มแรก


ถ้าหากกฎหมายไม่จำกัดความสามารถของผู้เยาว์ ในกรณีตัวอย่างนี้ถ้าเด็กชายแดงมีสิทธิที่จะทำสัญญากู้ยืมเงินได้ ก็อาจจะเสียเปรียบนายดำได้ ถ้านายดำเป็นคนมีนิสัยคดโกงชอบเอาเปรียบผู้อื่นอาจจะหลอกให้เด็กชายแดงลงลาย มือชื่อในสัญญา แล้วไปเติมข้อความภายหลัง เพราะเขาอาจมีวิธีการที่ทำให้เด็กชายแดงมีความไว้ว่างใจในตัวของนายดำ หรืออาจจะคิดดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่ากฎหมายกำหนด ทั้งนี้เนื่องจากเด็กชายแดงเป็นผู้เยาว์ ความคิดอ่าน ความรู้ หรือไหวพริบยังไม่สมบูรณ์พอที่จะทำสัญญาหรือกิจการใดตามลำพัง ถ้าเด็กชายแดงมีความประสงค์จะทำสัญญากู้ยืมเงินจริงๆ จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม


ผู้แทนโดยชอบธรรม หมายถึง บุคคลซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิที่จะทำการแทนผู้เยาว์ หรือหมายถึงบุคคลซึ่งต้องให้ความอนุญาต หรือความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในอันที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง


ผู้แทนโดยชอบธรรมนี้ เป็นผู้ที่กฎหมายมอบสิทธิและหน้าที่ให้เป็นผู้คุ้มครองแก้ไขและช่วยเหลือการ หย่อนความสามารถของผู้เยาว์ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผู้เยาว์และในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ เยาว์

 

ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์

ได้แก่

1. ผู้ใช้อำนาจปกครอง หมายถึงบิดามารดา
2. ผู้ปกครอง หมายถึงบุคคลอื่นนอกจากบิดาหรือมารดา ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นเพื่อปกครองผู้เยาว์ ผู้ปกครองเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ในปกครอง

 

3 . นิติกรรมที่ผู้เยาว์สามารถกระทำได้ด้วยตนเอง


ผู้เยาว์สามารถกระทำการใดๆ ได้ดังต่อไปนี้


1. หาก เป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง ได้แก่ กิจการอันเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ฝ่ายเดียวไม่มีทางเสีย เช่น ผู้เยาว์รับทรัพย์สินที่บุคคลอื่นให้โดยเสน่หา โดยไม่มีข้อผูกมัดหรือเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น


ตัวอย่าง นายขุนทองเป็นผู้ที่มีฐานะดีมาก บ้านอยู่ใกล้กับบ้านของเด็กชายนกแก้ว เมื่อเด็กชายนกแก้วมีเวลาว่างก็จะไปช่วยนายขุนทองรดน้ำต้นไม้และช่วยทำงาน อื่น นายขุนทองรักใคร่เอ็นดูเด็กชายนกแก้วมาก วันหนึ่งนายขุนทองได้มอบเงินให้เด็กชายนกแก้วเป็นจำนวนเงินสองหมื่นบาท


กรณีนี้ถือว่าการนี้เป็นประโยชน์ต่อเด็กชายนกแก้วไม่มีทางเสีย เด็กชายนกแก้วซึ่งเป็นผู้เยาว์สามารถรับเงินจำนวนดังกล่าวได้ และมีผลสมบรูณ์ตามกฎหมาย


2 . กิจการที่จะต้องทำเองเฉพาะตัว เช่น การรับเด็กเป็นบุตร หรือเข้าสู่พิธีสมรส


ตัวอย่าง นายจำปา อายุ 18 ปี มีอาชีพรับจ้าง จัดว่าเป็นผู้เยาว์ นายจำปาลักลอบ ได้เสียกับนางสาวจำปีจนมีบุตรด้วยกันคนหนึ่งคือเด็กชายจำปูน ต่อมาจำปีได้ไปสมรสกับชายอื่น จำปาจึงนำเด็กชายจำปูนมาเลี้ยงและรับเป็นบุตร กรณีนี้จำปาผู้เยาว์สามารถกระทำได้ เพราะเป็นกิจการที่ต้องทำเองเฉพาะตัว ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม

 

3 . กิจการที่เป็นการสมควรแห่งฐานานุรูป และเป็นการจำเป็นเพื่อการเลี้ยงชีพตามสมควร เช่น การซื้อของกินเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น
 

4. ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุครบสิบห้าปีบริบูรณ์ พินัยกรรมซึ่งบุคคลที่มีอายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ทำขึ้นนั้นเป็นโมฆะ

 

 

 ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี 


           ฝ่ายชายมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว แล้วอยู่มาวันหนึ่งได้ไปยุ่งกับเด็กอายุ17 ย่าง 18 ปี  ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขามีภรรยาอยู่แล้ว  แต่เขาก็ยินยอม และยอมมานอนบ้านผู้ชาย และก็เลิกคบกันไป พอเวลาผ่านไปได้ 5 เดือนฝ่ายหญิงกลับมาบอกว่า ท้องกับฝ่ายชาย ซึ่งตั้งครรค์ได้ 7 เดือน แล้วจะเรียกค่าเสียหาย และตั้งข้อหาคือพรากผู้เยาว์ เขาเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน150,000 บาท แต่ฝ่ายชายไม่มีเงิน ถ้าติดคุกต้องติดคุกกี่ปี ปรับเท่าไร ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเต็มใจให้กันทั้งคู่  แล้วยังงี้ต้องทำยังไงเพราะฝ่ายชายมีครอบครัวอยู่แล้วค่ะ


คำแนะนำสำนักงานทนายความ ทนายคลายทุกข์


           ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตาม ป.อ.มาตรา 319 โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วยนั้น ต้องระวางโทษจำคุกอย่างต่ำ 2 ปี และปรับอย่างต่ำ 4,000 บาท ดังนั้น เพื่อเป็นการรู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด ฝ่ายชายควรชดใช้ค่าเสียหายแก่ฝ่ายหญิงเพื่อให้เข้าเป็นเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย

 

 

***************************************

 

 

 

 

 

              กลศึก เร่งไฟโหมไหม้ฟืน

 

 

มองตามเกม พท.ได้ เข้าสู่โหมดตลุมบอน แล้ว

หลังจากเฝ้ามอง กองฟืนผุๆ แถมยังเปียกแฉะ บางดุ้นเป็นเมือกๆ เป็น กองขยะสุมประเทศอยู่ไม่รู้แล้วรู้รอด

70ปีผ่านมา กองฟืนโสโครกกองนี้ สุมสูงกว่า ภูเขา...........

 

ถ้า อุรุพงษ์ คือ กองไฟ

เหล่าสารพันท่อน้ำเลี้ยงและกองเชียร์ทั้งแอบจิตและเปิดเผย รวมทั้งมือที่มองไม่ถนัด พวกนี้คือ กองฟืนผุๆ เปียกๆ

กองไฟผลาญประเทศ คุกรุ่นมานานเนิ่น น่าเบื่อหน่าย เพราะ มีเศษฟืนทั้งหลาย ที่ยัง รอเป็นเชื้อไฟไม่รู้เลิกรา

อาจเป็น เพราะ ตัดไม่ขาด หรือ คิดไม่ตก จนไม่อาจผละออกห่างจากกองไฟ

 

ร่างพรบ.นิรโทษ คือ กลศึก เร่งไฟไหม้โหมกองฟืน

เร่งปฏิกริยา กองไฟให้ผลาญเผาเร็วขึ้น เปิดหน้ากากออกมาเป็นแผง

ท่อน้ำเลี้้ยง เสี่ยๆ เจ้าสัว จะได้ตัดสินใจ ควักไม๊ควัก เปิดกระเป๋าให้สังคมได้รู้แล้วรู้แรดไป

ตาสีตาสาอย่างเราๆท้านๆ ใจเย็นๆ ครับ ดูไฟไหม้ฟืนกันไป รอเต้นรอบกองไฟ ฉลองวันตาสว่างเเห่งชาติ ดีกว่า............

 

 

 

                 

 

 

 

 
 
 
 
 

**************************************************

 

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า "สตาร์บัคส์" กาแฟแบรนด์ดังของสหรัฐ ได้ปรับราคาเพิ่มต่อผู้บริโภคชาวจีน สูงกว่าราคากาแฟยี่ห้ออื่นๆ และทำให้บริษัทมีกำไรอย่างมาก หลังจากชาวจีนหันมานิยมกาแฟของสตาร์บัคส์อย่างสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

รายงานระบุว่า สตาร์บัคส์กำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชนจีนจากกรณีปรับราคากาแฟ โดยราคาของกาแฟประเภทลาเต้ขนาดกลาง ได้เพิ่มขึ้นเป็น 27 หยวน (ราว132.9 บาท) หรือสูงกว่าราคาขายในรัฐชิคาโกของสหรัฐถึงสามเท่า โดย "CCTV" รายงานโจมตีว่า สตาร์บัคส์กำลังมีความสุขกับการได้ขึ้นราคาในจีน ส่วนใหญ่เพราะพวกเขาไม่แคร์ผู้บริโภค เพราะถือว่าตัวเองเป็นที่ชื่นชอบนิยมของชาวจีน และถือว่าตัวเองเป็นแบรนด์ตะวันตก และว่า บริษัทมีกำไรจากสัดส่วนตลาดทั่วโลก 32 เปอร์เซ็นต์ในจีนและเอเชีย ในช่วงไตรมาสที่สอง สูงกว่าอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 21 เปอร์เซ็นต์ และมีกำไรในสัดส่วนตลาด 2 เปอร์เซ็นต์ในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา 

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ว่าผู้บริโภคจีนกำลังวิตกเรื่องราคากาแฟสตาร์บัคส์เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการบริโภคกาแฟแบรนด์นี้จะไม่ลดลง เพราะชาวจีนคิดว่าการดื่มกาแฟแบรนด์นี้ทำให้พวกเขาดูดีมีรสนิยมสูง และพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับการซื้อประสบการณ์หรูๆ และว่า สตาร์บัคส์ได้วางยุทธศาสตร์ที่จะให้จีนจะกลายเป็นตลาดใหญ่อันดับสองของสตาร์บัคส์รองจากสหรัฐ ในปี 2014 จากปัจจัยค่าแรงภายในประเทศ ปัจจัยสินค้าบริโภค และอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้านสตาร์บัคส์ได้ออกแถลงปกป้องกรณีการปรับราคาในจีนว่า ตลาดของสตาร์บัคส์แต่ละตลาดมีความเฉพาะตัวไม่เหมือนกัน และราคาก็แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่ถูกต้องที่จะมาตัดสินสตาร์บัคส์โดยเอาราคากาแฟของตลาดเพียงตลาดเดียวมาเป็นเกณฑ์วัดกับตลาดอื่นๆ

 

 

 

 

Next อาหารตามสั่ง ขึ้นราคาอย่างตามใจ
Previous เดี๋ยวเราไปเล่นกัน

ความคิดเห็น

วันที่: Sat Apr 04 09:18:22 ICT 2026

แสดงความคิดเห็น
All Comments: 0 Pages: 1/0
หน้าหลัก | รายชื่อสมาชิก | วิธีการชำระเงิน | เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา

 <iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/_jUHKM1YHcc" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>

COPYRIGHT 2009 RAN4U ขายของออนไลน์ ALLRIGHTS RESERVED.